4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกซื้อ Powersupply ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ปัจจุบันนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วคอมพิวเตอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงานสมัยนี้นั้น ราคาไม่ใช่ถูก ๆ เลยละครับ และอุปกรณ์ต่างของคอมพิวเตอร์นั้นไม่ว่าชิ้นส่วนไหนก็สำคัญหมดอย่าง Powersupply ถ้าไม่มีก็ไม่สามารถเปิดคอมพิวเตอร์ได้ ดังนั้นวันนี้เรามี 4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกซื้อ Powersupply ให้เหมาะสมกับการใช้งาน จะมีอะไรกันบ้างนั้นเราไปดูกันเลยครับ

1. เลือกกำลังไฟให้เพียงพอต่อการใช้งาน

ข้อแรกนี้สำคัญมากเลยครับ เพราะมันเป็นการบอกความสามารถในการจ่ายกระแสไฟฟ้าของ Powersupply หน่วยที่ใช้บอกจะเป็นหน่วยวัตต์ (Watt) และวิธีการเลือกซื้อ Powersupply นั้น เราจะต้องคำนวณพลังงานที่ต้องใช้ของอุปกรณ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงดูว่า Powersupply ตัวไหนสามารถจ่ายไฟได้เพียงพอต่อความต้องการของคอมพิวเตอร์ของเราครับ

4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกซื้อ Powersupply ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ทีนี้ผมขอบอกนิดนึงว่า ค่า Thermal design power นั้น ไม่ใช่ค่าที่บอกว่าอุปกรณ์ของเรากินไฟไปเท่าไรนะ แต่มันคือค่าที่บอกถึงปริมาณความร้อนที่อุปกรณ์ชิ้นนั้นสร้างขึ้นมา ซึ่งค่า Thermal design power นี้ จะเอาไปใช้ในการเลือกซื้อส่วนระบายความร้อน ถ้าเราพูดถึงซีพียู เราจะนำค่า Thermal design power ไปใช้ในการเลือกซื้อฮีตซิงค์ด้วยครับ

4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกซื้อ Powersupply ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

แล้วเราจะคำนวณไฟฟ้าที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้อย่างไร? เปิดอินเทอร์เน็ตเลยครับ ผมแนะนำให้เข้าไปคำนวณการใช้พลังงานจากเว็บไซต์นี้ http://www.coolermaster.com/power-supply-calculator/https://www.coolermaster.com/power-supply-calculator/

2. ซื้อเผื่อไว้ดีไหม

ซื้อเผื่อในที่นี้หมายถึงว่า ถ้าคอมพิวเตอร์เราใช้ไฟทั้งสิ้น 400 W ซื้อ Powersupply สัก 1200 W จะดีไหม? คำตอบคือ ได้ เพราะ Powersupply จะจ่ายไฟให้ตามที่เราใช้ครับ ดังนั้น ซื้อเผื่อไม่มีปัญหา เผื่อไว้สำหรับการอัพเกรดในอนาคตได้ด้วยครับ เว้นเสียแต่ว่า ถ้าซื้อเครื่องที่วัตต์สูงๆ อาจติดปัญหาเรื่องราคาที่สูงขึ้นครับ

4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกซื้อ Powersupply ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

แต่ถ้าเกิดซื้อ Powersupply มาพอดีๆ เลยล่ะ? เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์เราใช้ไฟ 380 W ซื้อ Powersupply มาสัก 400 W อย่างนี้จะดีไหม? ทางทฤษฎีมันน่าจะตอบว่า ได้ แต่ผมไม่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะมีโอกาสที่อุปกรณ์ในเครื่องของเราจะใช้พลังงานเกินกว่าปกติอย่างน้อย 5% ดังนั้น เครื่องอาจจ่ายไฟไม่พอความต้องการ ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพครับ หรือเครื่องอาจดับเองได้เลยก็มีนะครับ

สำหรับข้อแนะนำในการซื้อ สำหรับคนที่อยากซื้อ Powersupply  มาเผื่อนะครับ การใช้งานที่อยู่ในช่วงโหลด 50% จะเป็นช่วงที่ประหยัดไฟที่สุด สมมุติว่า คอมพิวเตอร์ใช้ไฟประมาณ 400 W การซื้อ Powersupply  800 W จะทำให้ประหยัดค่าไฟที่สุด แถมยังได้ไฟที่เสถียรด้วย แต่ถ้างบไม่พอ อาจเลือก Powersupply  ที่สูงกว่าไฟคอมพิวเตอร์สัก 100 W (ในที่นี้คือ 400+100 = 500 W) ก็ได้ครับ ** อันนี้ส่วนตัวนะครับ ซื้อตัวสูงๆเลยก็ได้ครับ Powersupply  สมัยนี้รับประกันอย่างต่ำๆ ก็ 5 ปีแล้ว ซื้อมาใช้ยังไงก็คุ้มครับ **

3. 80 PLUS คืออะไร

ถ้าเปรียบเทียบ Powersupply มันก็เหมือนหม้อแปลงรูปแบบหนึ่ง ที่นำไฟบ้านซึ่งเป็นไฟกระแสสลับ (AC) ปรับให้เป็นไฟกระแสตรง (DC) ทีนี้โดยปกติแล้ว การแปลงไฟ มีโอกาสที่พลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่ง จะสูญเสียไปในรูปแบบของพลังงานความร้อน ด้วยเหตุผลต่างๆ

4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกซื้อ Powersupply ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

การได้รับการรับรองมาตรฐาน 80 PLUS จะช่วยยืนยันว่า ไฟบ้านที่ถูกโหลดเข้ามา จะสูญเสียเป็นพลังงานความร้อนเพียง 20% หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไฟบ้านที่จ่ายเข้ามา จะถูกแปลงไปได้ทั้งหมด 80% นั่นเอง

โดยเราสมมุติว่า Powersupply 400 W จะต้องจ่ายไฟให้อุปกรณ์ทั้งสิ้น 200 W แต่ถ้า Powersupply ตัวนี้ ต้องเสียไฟฟ้าไปกับความร้อน ถึง 40% ดังนั้น เพื่อให้สามารถจ่ายไฟครบ 200 W ตามความต้องการของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ Powersupply จะต้องดึงไฟบ้านมาทั้งสิ้น 280 W (80 W ที่เกินมา เพื่อให้มันเสียไปเป็นพลังงานความร้อน)

4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกซื้อ Powersupply ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ดังนั้น หาก Powersupply ดังกล่าว ได้รับการรับรองจากมาตรฐาน 80 PLUS มันจะดึงไฟบ้านมาเพียง 240 W เท่านั้น นี่จึงช่วยให้เราประหยัดไฟมากขึ้นนั่นเองครับ

4. ประเภทของ Powersupply

อีกข้อหนึ่งเป็นออปชันเสริม แล้วแต่เราจะเลือกนะครับ มันคือรูปแบบของ Powersupply ที่เราจะใช้ มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ดังนี้ครับ

4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกซื้อ Powersupply ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
1. Non-Modular

เป็น Powersupply ที่มีสายเคเบิ้ลทั้งเซตออกมจากเครื่องเลย ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ซึ่ง Powersupply ประเภทนี้จะมีราคาถูกสุดในทั้ง 3 ประเภท แต่ข้อเสียคือ สายเคเบิลอาจไม่เพียงพอสำหรับการอัพเกรดอุปกรณ์อื่นๆได้ในอนาคตครับ

2. Semi-Modular

Powersupply ประเภทนี้ จะมีช่องให้เสียงสายเคเบิลบางประเภทได้ โดยที่สายส่วนใหญ่จะติดมากับตัวเครื่อง สายที่สามารถนำมาติดเพิ่มได้ มักจะเป็นสาย Power Connector ของการ์ดจอ เพื่อทำ SLI หรือ Crossfire (multi-GPU) ครับ

3. Full Modular

ประเภทสุดท้าย จะมีราคาแพงที่สุดในนี้ เป็น Powersupply ที่สามารถถอดเปลี่ยนสายเคเบิลได้ทั้งหมดครับ สำหรับการเลือกซื้อ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้งานนะครับ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว Powersupply ที่มีวัตต์สูงๆ หรือใช้ในการเล่นเกมฮาร์ดคอร์ มักจะเป็นประเภท Semi-Modular หรือ Full Modular ครับ ส่วนใครที่ไม่ได้ต้องการจะอัพเกรดอะไรเพิ่มเติมมากนัก ใช้แบบ Non-Modular ก็ตอบโจทย์เพียงพอแล้วครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับ 4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกซื้อ Powersupply ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ผมคาดหวังว่าบทความนี้น่าจะช่วยเพื่อนๆ ในการตัดสินใจเลือกซื้อ Powersupply ได้กันได้นะครับ แต่ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมแนะนำให้เดินเข้าไปร้านคอมใหญ่ๆแล้วสอบถามเขาเลยครับ จะได้คำตอบที่ดีที่สุดครับ

สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ : ITME ไอทีมี

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ : itmenews

บทความที่คุณอาจสนใจ : Microsoft เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ Touch Keyboard บน Windows 10

บทความที่คุณอาจสนใจ : Dell Alienware M15 R2 โน้ตบุ๊ค สำหรับสายเกม

เรื่องที่คุณอาจชอบ